"ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าข้ามทั้งอาณาจักรวงแหวนมาเพื่อข้า" เจ้าชายรีสตรัสกับนาง
นางยิ้ม
"มันไม่ได้ไกลเท่าไหร่" นางตอบ
"ไม่ไกล งั้นหรือ?" พระองค์ตรัสถาม "เจ้าเสี่ยงชีวิตเสี่ยงอันตรายข้ามผ่านดินแดนทั้งที่มีสงคราม ทั้งดินแดนที่เสียหายมา ข้าเป็นหนี้เจ้าเกินกว่าที่ข้าจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้"
"พระองค์ทรงไม่ได้เป็นหนี้อะไรข้าเลย ข้าแค่มีความสุขที่เห็นว่าพระองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่"
"พวกเราทุกคนเป็นหนี้เจ้า" เอลเด้นพูดแทรกเข้ามา "เจ้าช่วยชีวิตพวกเราทุกคนไว้ พวกเราทุกคนคงจะติดอยู่ข้างหลังนั้นด้านหลังของหุบเขาใหญ่ไปชั่วกาล"
"พูดถึงเรื่องการเป็นหนี้แล้ว ข้ามีเรื่องหนึ่งที่จะต้องปรึกษาท่าน" คร็อกกล่าวกับเจ้าชายรีส เขาเดินกระโผลกกระเผลกขึ้นมาเคียงข้างกับพระองค์ ตั้งแต่อิลเลพร่าได้เข้าเฝือกที่ขาของเขาตั้งแต่บนยอดของหุบเขาใหญ่ คร็อกอย่างน้อยๆ ตอนนี้ก็สามารถเดินได้ด้วยตัวเอง
"พระองค์ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ตอนที่อยู่ข้างล่างนั่น ซึ่งมันมากกว่าหนึ่งครั้ง" คร็อกยังกล่าวต่อไป "มันค่อนข้างเป็นเรื่องที่โง่เง่าสำหรับพระองค์ หากตรัสถามในมุมมองข้าแต่พระองค์ก็จะทรงทำมันอยู่ดี ข้าไม่คิดว่าข้าจะเป็นหนี้พระองค์แล้วกระมัง"
เจ้าชายรีสส่ายพระเศียร ทรงจับได้จากเสียงอันแหบห้าวและความพยายามที่จะขอบคุณพระองค์อย่างอ้อมๆ
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดประชดประชันข้าหรือว่ากำลังขอบคุณข้าอยู่” เจ้าชายรีสตรัส
“ข้ามีวิถีของข้า” คร็อกกล่าว “ข้ากำลังจะเฝ้าระวังหลังให้พระองค์ นับต่อแต่นี้เป็นต้นไป ไม่ใช่เพราะว่าข้าชอบในตัวพระองค์ แต่นั่นเป็นเพราะทำตามความรู้สึก ทำตามคำเรียกร้องของตัวข้าเอง”
เจ้าชายรีสทรงส่ายพระเศียร ทรงรู้สึกงุนงงจากคำพูดของคร็อก ซึ่งมันเป็นเช่นนี้อยู่เสมอๆ
“อย่ากังวลไปเลย” เจ้าชายรีสตรัส “ข้าก็ไม่ชอบเจ้าเช่นกัน”
พวกเขาทุกคนยังคงมุ่งหน้าเดินทางต่อไป ทุกคนต่างรู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกมีความสุขที่ยังคงมีชีวิตอยู่ มันรู้สึกดีที่ได้มาอยู่เหนือพื้นดิน เพื่ออยู่อีกด้านหนึ่งของอาณาจักรวงแหวน ทุกคน ยกเว้นคอนเว่นไปที่เดินไปอย่างเงียบงันและแยกตัวออกไปจากคนอื่นๆ เขาเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่กับตัวเองนับตั้งแต่การตายของฝาแฝดของเขาในอาณาจักรจักรวรรดิ ไม่มีสิ่งใดแม้แต่การรอดพ้นจากความตายจะทำให้เขาลืมเลือนนั้นออกจากใจ
เจ้าชายรีสทรงนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่อยู่ด้านล่างของหุบเขาใหญ่ ตอนที่คอนเว่นพาตัวเองเข้าสู่อันตรายอย่างวู่วาม กับช่วงเวลาที่เขาเกือบจะฆ่าตัวเองจากการเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่น พระองค์ทรงเป็นห่วงเขา เจ้าชายรีสทรงไม่ต้องการเห็นเขาแปลกแยกจากคนอื่นและหลุดเข้าไปอยู่กับอาการซึมเศร้า
เจ้าชายรีสทรงเดินเข้ามาอยู่เคียงข้างกับเขา
“เจ้าต่อสู้อย่างกล้าหาญที่ด้านล่างนั่น” เจ้าชายรีสตรัสกับเขา
คอนเว่นยักไหล่ขึ้นและมองลงไปยังพื้นดิน
เจ้าชายรีสทรงพยายามสั่งสมองพระองค์ให้หาเรื่องราวอะไรขึ้นมา ในขณะที่พวกเขาเดินไปในความเงียบ
“เจ้ามีความสุขไหมที่จะได้กลับบ้าน?” เจ้าชายรีสตรัสถาม “เพื่อเป็นอิสระ?”
คอนเว่นหันไปและจ้องมองพระองค์ด้วยใบหน้าที่เฉยเมย
“ข้าไม่ได้กลับบ้าน ข้าไม่ได้มีอิสระ น้องชายของข้าตายไปแล้ว และข้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากเขา”
เจ้าชายรีสทรงรู้สึกเย็นวาบไปกับคำพูดของเขา เห็นได้ชัดว่าคอนเว่นยังคงเต็มตื้นไปด้วยความเศร้าโศก เขาเก็บมันไว้อย่างกับเป็นตราประทับแห่งเกียรติยศ คอนเว่นดูเหมือนจะเป็นคนตายที่เดินได้ ดวงตาของเขาว่างเปล่า เจ้าชายรีสระลึกถึงช่วงเวลาที่พวกเขาเต็มไปด้วยความเบิกบานใจ เจ้าชายรีสทรงเห็นว่าความเศร้าโสกเขาเขาช่างลึกล้ำ เขาจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกที่อาจจะไม่มีทางที่จะฉุดดึงเขาขึ้นมาได้ เจ้าชายรีสทรงสงสัยว่าสิ่งใดกันที่หลอมรอมกันในตัวของคอนเว่น มันเป็นครั้งแรกที่พระองค์มิได้นึกถึงสิ่งอื่นใด
พวกเขาเดินทางไปเรื่อยๆ หลายชั่วโมงผ่านไป พวกเขาก็มาถึงยังอีกสมรภูมิหนึ่ง พวกเขาเดินผ่านไหล่ชนไหล่ไปกับพวกซากศพ อิลเลพร่าและเซลีสและคนอื่นๆ เริ่มกระจัดกระจายกันไปตามศพต่างๆ พลิกมันขึ้นมาดูและมองหาร่องรอยของเจ้าชายก็อดฟรีย์
“ข้าเห็นว่ามีทหารของแม็คกิลมากกว่าในสนามรบนี้” อิลเลพร่ากล่าวออกมาอย่างมีความหวัง “และก็ไม่มีไฟจากลมหายใจมังกร บางทีเจ้าชายก็อดฟรีย์อาจจะอยู่ที่นี่”
“เจ้าชายรีสทอดพระเนตรขึ้นไปเห็นซากศพหลายพันซากและทรงสงสัยว่า ถึงแม้ว่าพระอนุชาจะอยู่ที่นี่ พวกเขาจะมีวันหาพระองค์ได้พบหรือไม่
เจ้าชายรีสทรงกระจายตัวออกมาและทรงเดินไปจากซากหนึ่งไปสู่อีกซากหนึ่ง คนอื่นๆก็ทำเช่นเดียวกัน พวกเขาพากันพลิกศพดู พระองค์ทอดพระเนตรเห็นใบหน้าประชาชนของพระองค์ แต่ละใบหน้าๆ มีบางคนที่พระองค์ทรงจดจำได้ แต่บางคนก็ทรงจำไม่ได้ ประชาชนที่พระองค์เคยรู้จักและต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกันเพื่อพระบิดา เจ้าชายรีสสทรงตกตะลึงไปกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเกิดของพระองค์ มันเหมือนกับมีโรคระบาดและพระองค์ก็ทรงหวังว่ามันจะผ่านไปในที่สุด พระองค์ทอดพระเนตรเห็นการสู้รบ สงครามและซากศพมาชัวชีวิต พระองค์ทรงพร้อมแล้วที่จะตั้งหลักกับชีวิตที่มีความผาสุก เพื่อสมานแผลและเสริมสร้างอะไรๆ ขึ้นมาอีกครั้ง
“ตรงนี้!” อินดราตะโกนขึ้น เสียงของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น นางยืนอยู่ที่ร่างๆ หนึ่งและจ้องมองลงไป
อิลเลพร่าหันไปดูและววิ่งเข้าไปหา จากนั้นทุกคนก็ต่างเข้ามารวมตัวกันรอบๆ นางคุกเข่าอยู่ตรงข้างร่างนั้นและมีน้ำตาอาบท่วมใบหน้า เจ้าชายรีสทรงคุกเข่าดูข้างๆ นางและทรงอ้าพระโอษฎ์เมื่อเห็นพระอนุชา
เจ้าชายก็อดฟรีย์
พระอุธรของพระองค์โผล่ออกมา พระเนตรปิดสนิท พระองค์ดูซีดมาก พระหัตถ์เป็นสีฟ้าด้วยความเย็นยะเยือก พระองค์ดูเหมือนจะไร้ชีวิต
อิลเลพร่าชะโงกตัวเข้าไปสั่นพระองค์ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก แต่พระองค์ก็ไม่ตอบสนอง
“เจ้าชายก็อดฟรีย์! ได้โปรดเถิด! ตื่นเถิด! นี่ข้าเอง! อิลเลพร่า! เจ้าชายก็อดฟรีย์ย์!“
นางเขย่าพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พระองค์ก้ยังมิทรงตื่นขึ้นมา ในที่สุด นางหันไปหาคนอื่นๆ อย่างบ้าคลั่ง นางมองไปยังสายเข็มขัด
“ถุงไวน์ของท่าน!” นางออกคำสั่งกับโอคอนเนอร์
โอคอนเนอร์จับเข้าที่เอวของเขาอย่างงุ่มง่ามและรีบเอามันออกมาอย่างเร็ว ก่อนที่จะส่งมันให้กับอิลเลพร่า
นางรับมันไปและถือไว้เหนือพระพักตร์ของเจ้าชายก็อดฟรีย์ จากนั้นจึงเทลงไปในพระโอษฐ์ นางยกพระเศียรขึ้นมาและเปิดพระโอษฐ์ออกและเทมันลงไปยังพระชิวหา
จากนั้น มีการตอบสนองขึ้นอย่างทันทีทันใด เมื่อเจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงเลียเข้าที่พระโอษฐ์และทรงกลืนเครื่องดื่มนั่น
พระองค์ทรงกระแอม จากนั้นจึงทรงลุกขึ้นนั่งและทรงคว้าเอาถุงไวน์ไปทั้งๆที่พระเนตรปิดอยู่และดื่มมันเข้าไป ทรงดื่มเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง พระองค์ทรงนั่งตัวตรงขึ้นมาพระองค์ค่อยๆ เปิดพระเนตรออกและเช็ดพระโอษฐ์ด้วยด้านหลังของพระหัตถ์ พระองค์ทอดพระเนตรไปรอบๆ อย่างสับสน อย่างไร้ทิศทางและทรงเรอออกมา
อิลเลพร่าร้องออกมาด้วยความปิตินางเอนตัวเข้าไปแลเข้าไปสวมกอดพระองค์
"ท่านยังมีชีวิตอยู่!" นางร้องอุทานเสียงดัง
เจ้าชายรีสทรงถอนหายใจด้วยความปลดเปลื้อง ในขณะที่พระอนุชาทอดพระเนตรไปรอบๆ อย่างสับสน พระองค์ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
เอลเด้นละเซอร์น่าเข้ามาพยุงเจ้าชายก็อดฟรีย์เข้าที่บริเวณบ่าและยกพระองค์ขึ้นมาให้ยืนอยู่บนพระบาททั้งสอง เจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงยืนอย่างโอนเอนในตอนแรก จากนั้นพระองค์ทรงดื่มเครื่องดื่มจากถุงไวน์ และทรงใช้ด้านหลังของพระหัตถ์เช็ดเข้ากับพระโอษฐ์
เจ้าชายก็อดฟรีย์สอดพระเนตรไปรอบๆ ด้วยสายพระเนตรที่พร่ามัวและเหนื่อยล้า
“เขาอยู่ที่ไหน?” พระองค์ตรัสถาม ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นนวดคลึงพระเศียรซึ่งถูกเฆี่ยนอย่างแรง พระองค์ทรงหรี่พระเนตรด้วยความเจ็บปวด
อิลเลพร่าเฝ้าดูบาดแผลอย่างผู้ชำนาญ นางใช้มือจับไปตรงนั้นและพบว่ามีรอยเลือดที่แห้งติดอยู่ที่พระเกศา
"พระองค์มีบาดแผล" นางกล่าว " แต่พระองค์ควรจะภูมิใจว่า ยังคงมีชีวิตอยู่และปลอดภัยดีแล้ว"
เจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงเดินโซเซ จนคนอื่นๆเขามาจากพระองค์ไว้
"อาการไม่สาหัส" นางกล่าวขณะกำลังตรวจดูอาการ "แต่พระองค์ต้องการเวลาพักผ่อน"
นางเอาผ้าพันแผลออกมาจากบั้นเอวและเริ่มพันมันรอบพระเศียรซ้ำไปซ้ำมา เจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงสะดุ้งและทอดพระเนตรมายังนาง จากนั้นพระองค์จึงทอดพระเนตรและพิจารณาไปยังซากศพทั้งหมด ดวงพระเนตรถึงกับเบิกกว้าง
"ข้ารอดชีวิต" พระองค์ตรัส "ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย"
"เจ้าทำสำเร็จ" เจ้าชายรีสตรัส พร้อมกับใช้พระหัตถ์ตบลงที่พระอังศาของพระอนุชาอย่างมีความสุข "ข้ารู้ว่าเจ้าจะต้องรอด"
อิลเลพร่าเข้ามาสวมกอดพระองค์ กอดรัดพระองค์ไว้ และพระองค์ก็กอดนางกลับมาอย่างช้าๆ
การเป็นฮีโร่ มันรู้สึกแบบนี้นี่เอง" เจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงสังเกตุ จากนั้นคนอื่นๆก็พากันหัวเราะ "เอาเครื่องดื่มแบบนี้มาให้ข้าอีก" พระองค์ตรัสขึ้น "บางที ข้าจะทำมันบ่อยขึ้นกว่าเดิม"
เจ้าชายก็อดฟรีย์ทรงดื่มเข้าไปอึกใหญ่ จนในที่สุด พระองค์ก็ทรงเริ่มเดินไปกับพวกเขา โดยเอนตัวไปทางอิลเลพร่า พระองค์ทรงโอบไหล่ของนางเพื่อช่วยทรงตัวของพระองค์
"แล้วคนอื่นๆ อยู่ที่ไหนหรือ?" เจ้าชายก็อดฟรีย์ตรัสถามเมื่อทรงเดินไป
"พวกเราไม่รู้" เจ้าชายรีสตรัส "สักแห่งหนึ่งในด้านตะวันตก ข้าหวังไว้เช่นนั้น นั่นคือที่ที่พวกเรากำลังมุ่งหน้าไป เราเดินทางไปยังราชสำนักเพื่อดูว่าใครอาศัยอยู่ที่นั่น"
เจ้าชายรีสทรงดื่มอีกอึกโตในขณะที่พระองค์พยายามแปลงเสียงเป็นคำพูดพระองค์ทอดพระเนตรออกไปยังขอบฟ้าและภาวนาให้ ประชาชนของพระองค์ได้มีชะตากรรมเหมือนกับเจ้าชายก็อดฟรีย์ พระองค์คิดถึงธอร์และ พระเชษฐภคินี ราชินีเกว็นโดลีนและพระเชษฐา เจ้าชายเคนดริคและอีกหลายๆ คนที่พระองค์ทรงรัก แต่พระองค์ทรงทราบว่ากองกำลังทหารจักรวรรดิขนาดใหญ่ยังคงอยู่เบื้องหน้า และจากการ ที่พระองค์ทอดพระเนตร พิจารณาจำนวนผู้ที่ล้มตายและบาดเจ็บ พระองค์ทรงมีความรู้สึกลึกๆ ว่าสิ่งที่แย่ที่สุดคงยังมาไม่ถึง